วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เที่ยวชม โบสถ์สแตนเลส วัดป่าลำขาแข้ง กาญจนบุรี

เที่ยวชม โบสถ์สแตนเลส วัดป่าลำขาแข้ง กาญจนบุรี

โบสถ์สแตนเลส วัดป่าลำขาแข้ง อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เป็นหนึ่งเดียวในโลกของวัดปากลำขาแข้ง (เพิ่งจะยกฐานะจากสำนักสงฆ์มาเป็นวัดได้ไม่นานมานี้) ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำที่เขื่อนศรีนครินทร์ ดังนั้นการเดินทางไปยังโบสถ์แห่งนี้ก็คงไม่สามารถเดินทางได้ด้วยรถยนต์อย่างแน่นอนครับ

และสำหรับโบสถ์สแตนเลสแห่งนี้นั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าที่ชาวบ้านมีให้ ที่ได้ช่วยกันร่วมบริจาคเงิน สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสทรงเจริญพระชนพรรษาครบ 80 พรรษาในปีพ.ศ. 2554 ซึ่งได้ทำการสร้างตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2542 และสร้างจนแล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบันโบสถ์สแตนเลสแห่งนี้ได้ไลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen in Thailand อีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี นั่นเอง
ลวดลายตามผนังนั้นใช้วิธีปั๊มขึ้นมาและนำชิ้นส่วนลงเรือเพื่อมาประกอบกันที่นี่ ตัวโบสถ์มีวามกว้าง 4.5 เมตร ยาว 9.5 เมตร และสูง 12 เมตร

ภายในโบสถ์นั้นพื้นปูด้วยหินแกรนิต อากาศเย็นสบายไม่ร้อนอย่างที่หลายๆคนคิด

หลายๆท่านคงคิดว่าโบสถ์ที่สร้างด้วยสแตนเลสแบบนี้ทั้งหลัง ถ้าเข้าไปภายในโบสถ์อากาศคงต้องร้อนอบอ้าวแน่ๆ แต่ถ้าใครได้มีโอกาสเข้าไปชมด้านในจริงๆแล้วนั้น จะรู้ว่าด้านในอากาศเย็นอย่างมาก ถึงแม้ด้านนอกและด้านในของโบสถ์จะบุผนังด้วยสแตนเลสทั้งหมดก็ตาม แต่ทางวัดได้ทำการกรุด้วยฉนวนกันความร้อนตรงกลางระหว่างแผ่นสแตนเลสภายนอกและภายในเอาไว้ อีกทั้งพื้นยังปูด้วยหินแกรนิตทำให้ยิ่งเพิ่มความเย็นสบายได้เป็นอย่างดอีกด้วย
นอกจากตัวโบสถ์แล้วในบริเวณด้านนอกของโบสถ์ยังมีพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ ที่หันหน้าสู่แม่น้ำใหญ่ มีขนาดกว้าง 8 เมตร สูง 12 เมตร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ทำจากสแตนเลสเช่นเดียวกับโบสถ์และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลอีกด้วย
สำหรับวัดปากลำขาแข้งแห่งนี้นั้น ผู้ที่ได้มาเยี่ยมชมคงไม่ใช่แค่ได้รับความสุขจากการได้มาเที่ยวชมความแปลกใหม่ของตัวโบสถ์และตัวองค์พระพุทธรูปเพียงแค่นี้ แต่ถ้าได้ลองมองไปรอบๆดูแล้ว บริเวณโบสถ์เราจะได้เห็นถึงความสวยงามของทิวทัศน์รอบๆตัว ทั้งน้ำ ภูเขา และ ท้องฟ้า บรรยากาศเหล่านี้หาไม่ได้ในเมืองอย่างแน่นอน ถ้าผ่านมา กาญจนบุรี แนะนำให้มาลองสัมผัสสักครั้งนะครับ
สำหรับวัตถุประสงค์ที่ทางวัดได้สร้างโบสถ์และพระพุทธรูปแห่งนี้ให้เป็นสแตนเลสก็เพราะว่าต้องการให้สถานที่แห่งนี้เป็นกลายเป็นถาวรวัตถุให้อยู่คู่กับพุทธศาสนาไปให้ได้นานแสนนานตลอด รวมถึงยังง่ายต่อการดูแลรักษาอีกด้วย จ.กาญจนบุรี ยินดีต้อนรับ


ติดตามสถานที่ท่องเที่ยวที่ http://travel.sanook.com/



วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

วัดวังก์วิเวการาม โบสถ์ใต้น้ำ กาญจนบุรี

วัดวังก์วิเวการาม โบสถ์ใต้น้ำ กาญจนบุรี

 
วัดบ้านเก่าหรือวัดวังก์วิเวการามเดิมที่จมอยู่ใต้น้ำที่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี นับเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังที่มีนักท่องเที่ยวอยากจะเข้าไป สัมผัสบรรยากาศที่สุดแสนบริสุทธิ์ และความเป็นธรรมชาติของเมืองแห่งนี้นั้นนอกจากจะเป็นเมืองที่มีป่าเขา ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีแม่น้ำซองกาเลียที่กั้นกลางระหว่างเมืองสังขละบุรีฝั่งไทยกับฝั่งมอญ ซึ่งชาวบ้านทั้งสองฝั่งจะได้ข้ามไปมาหาสู่กันด้วย “สะพานมอญ” หรือ “สะพานอุตตมานุสรณ์” นั่นเอง

เมืองสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เดิมทีนั้นตั้งอยู่บนพื้นราบ บริเวณที่เป็นแม่น้ำซองกาเลียที่สามารถมองเห็นในปัจจุบันแต่เมื่อมีการสร้าง เขื่อนน้ำขึ้น ก็มีน้ำท่วมถึงหมู่บ้านต่างๆชาวบ้านจึงต้องพากันอพยพขึ้นมาอยู่ด้านบน และทิ้งเมืองสังขละเก่าให้จมอยู่ใต้น้ำบาดาลแต่หากเมื่อยามน้ำแล้ง น้ำในแม่น้ำและในเขื่อนก็จะลดลงไปมากจนกระทั่งมองเห็นซากเก่าแก่ของวัดและ พื้นที่บางแห่งโผล่พ้นจากน้ำขึ้นมาให้เห็นและนั้นก็คือ วัดบ้านเก่า หรือ วัดวังก์วิเวการาม
สำหรับซากวัดเก่าที่โผล่พ้นน้ำมาในยามหน้าแล้งนี้ ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันมีความสำคัญของสังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ไปแล้ว และถือเป็นหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ที่สร้างคววามน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่าง ยิ่งยวด
จากบริเวณสะพานมอญนั้น จะมีร้านค้าหลายร้านที่ให้บริการล่องเรือออกไปเพื่อชมซากวัดเก่าที่ได้จม อยู่ใต้น้ำโดยเรือนั้นจะล่องออกมาตามแม่น้ำซองกาเลียจนกระมั่งมาถึงบริเวณ “สามสบ” หรือ “สามประสบ” ที่เป็นจุดรวมของลำน้ำทั้งสามสาย คือ ซองกาเลีย รันตี และบิคลี่ ตรงมาอีกหน่อยก็จะเป็นบริเวณของวัดวังก์วิเวการามเก่าหรือที่ชาวบ้านเรียก กันว่า “วัดบ้านเก่า” นั่นเอง
“วัดบ้านเก่า” หรือเมืองบาดาลแห่งนี้นี้ เป็นวัดเก่าที่หลวงพ่ออุตตมะได้สร้างขึ้น ก่อนที่จะจมอยู่ใต้ผืนน้ำในเขื่อน แต่ก็จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาให้เห็นในช่วงหน้าแล้งของทุกปี (ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม) และซากที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นอยู่นั้นก็คือ พระอุโบสถหลังเก่า กุฏิของหลวงพ่ออุตตมะ และหอระฆัง

ด้านในโบสถ์วัดบ้านเก่ายังพอมองเห็นร่องรอยเดิมๆอยู่บ้าง แต่เมื่อเหยียบขึ้นบนผืนดินที่บริเวณวัดบ้านเก่าจะมีมัคคุเทศก์ชาวมอญตัว น้อยนิดมาแนะนำวัดบ้านเก่าและพาเข้าไปชมยังสถานที่ต่างๆภายในวัด อย่างที่กุฏิเดิมของหลวงพ่ออุตตมะ มัคคุเทศก์น้อยก็จะช่วยชี้ชวนให้ดูซากเก่าๆที่ยังคงเหลืออยู่ บอกว่าตรงนั้นเอาไว้ใช้ทำอะไรตรงนี้คืออะไรบ้าง แต่ที่น่าสนใจก็คือกุฏิหลังนี้ได้ใช้เหล็กจากทางรถไฟสายมรณะที่ซึ่งไม่ได้ ใช้แล้วมาทำเป็นคานสำหรับสร้างกุฏิ ซึ่งก็ยังมีหลักฐานให้เห็นได้อย่างชัดเจน ถ้าเดินมาอีกนิดก็จะเป็นพระอุโบสถหลังเก่าที่ยังคงมีโครงสร้างบางส่วนให้ เห็นอยู่ ภายในมีภาพถ่ายของหลวงพ่ออุตตมะตั้งอยู่ให้ได้นักท่องเที่ยวมาสักการะกัน

ติดตามความน่าตื่นตาตื่นใจในไทยได้อีกที่ http://travel.sanook.com/
วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

กางเต๊นท์ชมวิวสวยงาม ที่ จุดชมวิวป้อมปี่ กาญจนบุรี

กางเต๊นท์ชมวิวสวยงาม ที่ จุดชมวิวป้อมปี่ กาญจนบุรี

 
จุดชมวิวป้อมปี่ กาญจนบุรี ทิวทัศน์สวยงามแสนโรแมนติก และเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งทางภาคตะวันตก ที่เหมาะแก่การพักผ่อนแบบไม่ลำบากมาก บรรยากาศโดยรอบนั้นเงียบสงบ มองเห็นท้องน้ำของอ่างเก็บน้ำภายในเขื่อนวชิราลงกรณ์ ทิวทัศน์ภูเขาอยู่ไกลสุดสายตาออกไป ตอนหน้าหนาวจะได้เห็นไอหมอกละเลียดตามผิวน้ำจนหลายคนคิดไปเลยว่ากำลังนอนอยู่ที่ปางอุ๋ง จังหวัดแม่ฮ่องสอน กันเลยทีเดียว
จุดชมวิวป้อมปี่นี้เป็นพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำ ที่มีความสงบเงียบ เหมาะแก่การพักผ่อนพักสมอง มองเห็นวิวธรรมชาติภูเขาที่โอบล้อมอ่างเก็บน้ำและกิ่งไม้ที่โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา คำว่าป้อมปี่ มาจากภาษากระเหรี่ยงคำว่า "เปอปี่" หมายถึงต้นอ้อ ต่อมาได้อ่านออกเสียงเพี้ยนมาเป็นป้อมปี่
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักนิยมมากางเต็นท์นอนเพื่อชมบรรยากาศ​ ดูพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งทางอุทยานฯ ​ก็ได้จัดลานกางเต็นท์ไว้บริเวณสนามหญ้าริมอ่างเก็บน้ำ เพื่อที่จะให้ได้ชื่นชมทิวทัศน์ได้อย่างเต็มที่ มีระเบียงยื่นออกไปในอ่างเก็บน้ำพร้อมกับม้านั่งเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน มีบ้านพักที่สามารถติดต่อจองได้จากหน้าเว็บของอุทยานฯล่วงหน้า ลานกางเต็นท์นั้นเป็นจุดที่สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกได้สวยมาก มีห้องสุขาสะอาด ห้องอาบน้ำพร้อมเครื่องทำน้ำอุ่นในตัว บริเวณอ่างเก็บน้ำมีแพสำหรับกระโดดน้ำสำหรับนักท่องเที่ยวที่เตรียมอาหารมาทำเอง ทางอุทยานฯยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกไว้ให้ด้วย เช่น เตาปิ้ง ซิ้งค์ล้างจาน สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมอาหารมากันก็สามารถใช้บริการจากร้านอาหารของทางอุทยานฯได้เช่นกัน
อัตราค่าธรรมเนียมอุทยานฯ

- สำหรับคนไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท

- สำหรับชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

- ราคารถจักรยาน คันละ 10 บาท มอเตอร์ไซค์ คันละ 20 บาท

- ราคารถยนต์เก๋ง คันละ 30 บาท

- ค่าบริการในการกางเต็นท์ คืนละ 30 บาท/คน/คืน

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่

อุทยานแห่งชาติเขาแหลม

ที่อยู่ : ตู้ ปณ.15 ปท. อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี 71180

โทรศัพท์ : 086-131-3443(ป้อมปี่), 034-546-819, 034-532-099

อยากหาที่เที่ยวมาหาเราได้ที่นี่ http://travel.sanook.com/

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

สะพานมอญ @สังขบุรี สะพานไม้ที่ยาวที่สุดของไทย จ.กาญจนบุรี

สะพานมอญ @สังขบุรี สะพานไม้ที่ยาวที่สุดของไทย จ.กาญจนบุรี

 

สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) อ.สังขบุรี จ.กาญจนบุรี แห่งนี้ถือเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งราชอุดมมงคล(หลวงพ่ออุตตมะ) ได้มีดำริให้เริ่มต้นก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยใช้แรงงานชาวมอญเป็นส่วนใหญ่ ที่อาศัยอยู่ทางฝั่งวัดวังก์วิเวการามร่วมกันก่อสร้างขึ้นโดยเชื่อมต่อระหว่างชุมชนบ้านไหล่น้ำ(หมู่ที่ 3) กับหมู่บ้านมอญชุมชนบ้านวังกะ(หมู่ที่ 2) ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี อยู่ในเขตเทศบาลตำบลวังกะ จังหวัดกาญจนบุรี
โดยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นเส้นทางในการติดต่อไปมาหาสู่, ทำมาค้าขาย, ขนส่งพืชผลทางการเกษตร เพื่อการประกอบอาชีพสร้างรายได้และเป็นเส้นทางแห่งการเผยแพร่แลกเปลี่ยนประเพณีวัฒนธรรมกันระหว่างชาวมอญและชาวกะเหรี่ยงที่ทั้งสองอาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำซองกาเรีย

และเมื่อการก่อสร้างเสร็จสะพานแห่งนี้จึงได้รับการขนานนามกันมาว่า "สะพานแห่งศรัทธา" เนื่องจากวิธีการก่อสร้า และขั้นตอนการก่อสร้างโดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานมนุษย์ทั้งสิ้น
ข้อมูลทั่วไปของ สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ)

สะพานไม้อุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ) เป็นสะพานที่สร้างข้ามลำน้ำซองกาเลียที่อยู่ในตัวอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี สร้างโดยหลวงพ่ออุตตมะและคณะศิษย์จึงมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า "สะพานอุตตมานุสรณ์" เป็นสะพานไม้ที่มีชื่อเสียงและยังเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของอำเภอสังขละบุรี สะพานไม้แห่งนี้มีความยาวมากถึง 850 เมตร นับเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทยและมีความยาวเป็นลำดับ 2 ของโลกเลยก็ว่าได้

บริเวณสะพานมอญนั้นจะเป็นจุดชมวิวทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณที่สวยงามมาก สามารถมองเห็นลำน้ำสามสายได้คือ ซองกาเลีย บีคลี่ และรันตี ที่ได้ไหลมาบรรจบกันเป็นสามประสบ(จุดกำเนิดแม่น้ำแควน้อย)
นักท่องเที่ยวที่นิยมมาเดินเยี่ยมชมสะพานเพื่อที่จะมาชมแสงสีทองของพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า และชมวิถีชีวิตของชาวไทยและมอญที่เดินข้ามไปมาหากันบนสะพานแห่งนี้ นับว่าเป็นภาพที่งดงามและดูดั้งเดิม เชื่อว่าเป็นภาพที่นักท่องเที่ยวต้องอยากเห็นอย่างแน่นอน มาเที่ยวสะพานไม้อุตตมานุสรณ์ (สะพานมอญ)กันเยอะๆกันครับ

ติดตามรายละเอียดการท่องเที่ยวได้ที่ http://travel.sanook.com/

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด พิพิธภัณฑ์ที่นักท่องเที่ยวยกนิ้วให้ จ.กาญจนบุรี

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด พิพิธภัณฑ์ที่นักท่องเที่ยวยกนิ้วให้ จ.กาญจนบุรี

พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด จ.กาญจนบุรี นั้นเป็นสถานที่เที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่มีความน่าสนใจแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสายมรณะในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่2 ในช่วงปี พ.ศ. 2485 - 2488 โดยมีทั้งในส่วนที่เป็นนิทรรศการภาพถ่าย สไลด์ มัลติมีเดีย มีการจัดแสดงอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆของเชลยศึกสงคราม รวมถืงการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสถานที่จริงในบริเวณช่องเขาขาดที่เป็นเส้นทางการสร้างรถไฟสู่ประเทศพม่า
พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด จ.กาญจนบุรี แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณกองการเกษตรและสหกรณ์ ที่มีกองกำลังทหารพัฒนา อำเภอไทรโยค อยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจน์โดยประมาณ 80 กิโลเมตร สามารถขับรถไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 323 ไปสู่อำเภอทองผาภูมิ สังเกตได้เมื่อขับรถเลยน้ำตกไทรโยคน้อยไปได้ประมาณ 20 กิโลเมตร ทางเข้าพิพิธภัณฑ์จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ

พิพิธภัณฑ์ในส่วนที่จัดแสดงภายในอาคารหลังใหญ่ ภายในมีการติดคั้งแอร์ไว้ทั้งชั้น เป็นนิทรรศการแสดงเรื่องราวทั้งภาพถ่าย สไลด์ วีดีโอ ที่มีการถ่ายทอดถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนในสงคราม โดยบรรดาเชลยศึกได้ถูกบังคับให้สร้างเส้นทางรถไฟผ่านเข้าไปยังป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยอันตรายจากโรคไข้ป่ารวมถึงความยากลำบากและความอดอยากตอนอยู่ในภาวะสงคราม ทำให้เชลยนับหมื่นคนได้ล้มตายลง เส้นทางรถไฟแห่งนี้จึงถูกเปรียบเปรยว่าเป็นเส้นทางที่ต้องใช้หนึ่งไม้หมอนต่อหนึ่งชีวิต 'A life for every sleeper' และนอกจากนี้ภายในพิพิธภัณฑ์ ยังมีการจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้เครื่องนุ่งห่มของเชลยศึก และแสดงอุปกรณ์ในการสร้างทางเพื่อให้เห็นว่าในขณะนั้นยังไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือ และเทคโนโลยี มีแต่การใช้แค่ค้อน พลั่ว สิ่ว สว่าน จอบ ค้อน และบุ้งกี๋ ในการก่อสร้างทางรถไฟ
ในบางส่วนของนิทรรศการแห่งนี้ได้มีการเขียนบรรยายถึงการลงโทษเชลย โดยมีห้องจัดแสดงหุ่นจำลองสภาพความเป็นอยู่ของเชลย โดยใช้เป็นหุ่นจำลองเชลยศึกขณะที่แบกไม้หมอนในสภาพที่ผอมโซ ไร้เรี่ยวแรง ไม่มีเสื้อผ้าที่จะใส่ มีแค่ผ้าเตี่ยวพันให้เป็นกางเกงในเท่านั้น ตัวอย่างอาหารของเชลยก็เป็นแค่ข้าวกองเล็กๆ กับผักดองและปลาแห้ง จดหมายที่เชลยจะสามารถส่งไปยังญาติก็เป็นได้เพียงข้อความพิมพ์สำเร็จที่ไว้ให้เชลยกรอกเพียงแค่ว่าตนยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง
ส่วนที่สองของพิพิธภัณฑ์ จะไปอยู่อยู่ด้านหลังของพิพิธภัณฑ์ และเป็นเส้นทางที่เดินลงไปยังบริเวณช่องเขาขาด ที่เป็นพื้นที่จริงที่นักโทษสงครามได้เข้าร่วมกันสร้างเส้นทางแห่งนี้ขึ้นมาด้วย ความยากลำบากโดยเส้นทางการเดินทางไปบริเวณช่องเขาขาดนี้มี 2 เส้นทาง คือด้านล่างที่เป็นเส้นทางที่เดินเข้าไปในช่องเขาบริเวณแนววางรางรถไฟ และส่วนอีกเส้นทางหนึ่งก็เป็นเส้นทางที่ต้องเดินขึ้นบันไดขึ้นไปบนเขาเพื่อไปชมช่องเขาจากด้านบนลงมาด้านล่าง ทั้งสองเส้นทางใช้ระยะเวลาในการเดินทางไปต่างกัน คือเดินในช่องเขาจะใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง ส่วนด้านบนจะค่อนข้างเหนื่อยกว่าและใช้เวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง

ติดตามบทความอื่นๆ สถานที่ทางประวัติศาสตาร์อีกที่ http://travel.sanook.com/

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ได้เวลา...ตะลุยสวนสัตว์เปิดซาฟารีปาร์ค จ.กาญจนบุรี

ได้เวลา...ตะลุยสวนสัตว์เปิดซาฟารีปาร์ค จ.กาญจนบุรี

สวนสัตว์เปิดซาฟารีปาร์คเป็นสวนสัตว์เปิดที่แรกของจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นสถานีอนุรักษ์ขยายพันธุ์สัตว์นานาชนิด เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตสัตว์ของนานาชนิด เช่น ยีราฟ ม้าลาย อูฐ ช้าง เสือโคร่ง สิงโต เสือดาว ลามา นกกระจอกเทศ หมีควาย กวางชนิดต่างๆ ฯลฯ
และไฮไลท์สุดๆของที่นี่นั่นก็คือจะได้สัมผัสกับสัตว์นานาชนิดได้อย่างใกล้ชิดแห่งเดียวในโลกที่สามารถกอดคอกับยีราฟถ่ายรูปได้เลยพร้อมเพลิดเพลินไปกับการให้อาหารสัตว์นานาชนิดอย่างน่าตื่นเต้นเพราะว่ามันใกล้มากเลยทีเดียว และนอกจากนี้ท่านจะได้ชมการแสดงโชว์ของสัตว์สุดแสนน่ารักและแสนรู้ อาทิเช่น โชว์ช้าง โชว์สุนัข และตื่นเต้นเร้าใจไปกับโชว์จระเข้ รวมถึงเรายังมีจุดที่ท่านจะได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับลูกสัตว์ที่น่ารักน่าเอ็นดู เช่น ป้อนนมลูกเสือโคร่ง-เสือดาว-สิงโต-เสือโคร่งตัวใหญ่ที่คุณสามารถที่จะนอนกอดถ่ายรูปได้เลย หรือเก็บภาพคู่กับนกมาคอว์มาเป็นที่ระลึกก็ได้น่ารักสุดๆเลย รับรองว่าถ้าได้มาเที่ยวที่สวนสัตว์เปิด ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์ แล้วท่านจะได้รับความประทับใจกลับบ้านพร้อมกับเล่าเรื่องบอกต่อเพื่อนๆญาติมิตรสหายอย่างแน่นอน....
สวนสัตว์เปิดซาฟารีปาร์ค อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 40 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3086 (กาญจนบุรี-บ่อพลอย) ประมาณกิโลเมตรที่ 21 ก็จะเห็นป้ายสวนสัตว์เปิดทางซ้ายมือ นับเป็น สวนสัตว์เปิดแห่งแรกของกาญจนบุรีเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวสามารถที่จะขับรถเข้าไปเที่ยวชมได้ด้วยตนเองหรือสำหรับผู้ที่ไม่ได้นำรถส่วนตัวมาหรือไม่มีรถ ทางสวนสัตว์ก้ได้มีการจัดรถไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวอย่างเที่ยวที่ครอบคลุม สามารถชมสัตว์ได้อย่างใกล้ชิด ตื่นตาตื่นใจไปกับสัตว์หลากหลายชนิดที่รายล้อมอยู่รอบตัวอย่างแน่นอน และทางสวนสัตว์ยังมีสถานที่พักผ่อนนั่นก็คือ ชมสวนผีเสื้อและสวนดอกไม้ที่เพียงได้เห็นก็สบายใจแล้ว
เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ราคาค่าเข้าชมอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 70 บาท สำหรับชาวต่างชาติจะอยู่ที่ ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 03-453-1888, 03-453-1999, 03-450-0089 /Fax 03-450-0088
 
เส้นทางการเดินทาง

สวนสัตว์เปิด ซาฟารี ปาร์ค มีระยะห่างจากตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรีเพียงแค่ 28 กิโลเมตรสามารถเดินทางได้ 3 วิธีด้วยกัน

วิธีที่ 1 ขับรถส่วนตัว วิ่งตรงจากตัวเมืองมาตามทางหลวงหมายเลข 323 แล้วเลี้ยวแยกขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3398 จากนั้นเลี้ยวขวาอีกครั้งหนึ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 3098 ระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร จะเจอป้ายสวนสัตว์เปิดฯ อยู่ทางซ้ายมือก็ถึงแล้ว

วิธีที่ 2 ไปขึ้นรถบัสของทางสวนสัตว์เปิด ซาฟารี ปาร์ค โดยจุดบริการรับ-ส่งจะอยู่ที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว-สวนสัตว์เปิด ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ รีสอร์ท จะมีรถบัสบริการทุกวัน วันละ 2 รอบคือในเวลา 09.00 น. และเวลา 13.00 น.

วิธีที่ 3 ไปขึ้นรถประจำทางสาย 325 (กาญจนบุรี-ด่านช้าง) จากที่สถานีขนส่งตัวเมืองกาญจนบุรี แล้วมาลงรถที่หน้าสวนสัตว์เปิดซาฟารี ปาร์ค แอนด์ รีสอร์ทนั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสวนสัตว์ :

โทร. (034) 531999, 086-300-0667 086-355-6065 FAX. (034) 678226

เว็บไซต์ : http://www.safaripark-kan.com

สถานที่ตั้ง : สวนสัตว์เปิด ซาฟารี ปาร์ค แอนด์ แคมป์

40/2 หมู่5 ตำบลหนองกุ่ม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี 71160

ต้องการรู้ข้อมูลเพิ่มเติมสถานที่อื่นเข้ามาที่  http://travel.sanook.com/

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ประวัติศาสตร์แห่ง สะพานข้ามแม่น้ำแคว จ.กาญจนบุรี

ประวัติศาสตร์แห่ง สะพานข้ามแม่น้ำแคว จ.กาญจนบุรี

สถานที่ : ต.ท่ามะขาม อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี

สะพานข้ามแม่น้ำแคว นี้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ถูกสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 โดยที่กองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร จำนวน 61700 คนแล้วกรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู พม่า อินเดีย ไทย อีกจำนวนมากเพื่อมาก่อสร้างทางรถไฟแห่งนี้
การสร้างสะพานทางรถไฟสายนี้นั้น เป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะคว่าวามทารุณในสงครามและโรคภัยไข้เจ็บ จนถึงการขาดอาหาร ทำให้เชลยศึกจำนวนมากต้องเสียชีวิตลง

ติดตามสถานที่ทางประวัติศาสตร์อีกมากมายที่ http://travel.sanook.com/